แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Health-Alternative Medicine แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Health-Alternative Medicine แสดงบทความทั้งหมด

พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป

 

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย บทความนี้สำหรับคนที่นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย นอนยากแต่อยากนอน ส่วนคนที่นอนดีอยู่แล้วก็อ่านได้ค่ะอย่างน้อยเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้เรา เกิดปัญหานอนไม่หลับในอนาคตนะคะ เพราะคนที่ไม่เคยมีปัญหานอนไม่หลับนั้น ไม่มีทางรู้หรอกค่ะ ว่ามันทรมานทรกรรมขนาดไหน นอกจากนี้อาจมีโรคอื่นตามมาอีกเป็นโขยง อย่างนี้เห็นทีต้องรีบแก้ไขกันแล้ว
ก่อนอื่นเรามาเรียนรู้ภาวะปกติของการนอนกันก่อนดีกว่าค่ะว่าเป็นอย่างไร
ในสมองของคนเรามีต่อมเหนือสมองอยู่ 1 ต่อมเรียกว่าต่อม ไพเนียล หรือนาฬิกาชีวภาพ(Biological clock)ประจำร่างกายทำงานตามความมืด ความสว่างภายนอก โดยต่อมนี้มีหน้าที่ ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนที่ควบคุมการตื่นและหลับของร่างกายนั่นก็คือ ฮอร์โมนเซโรโทนิน และเมลาโทนิน
ฮอร์โมนเซโรโทนิน มีหน้าที่ทำให้สมองตื่นตัว ต้อนรับวันใหม่ โดยจะเริ่มหลั่งตอนตี 2 และลดระดับลงหลังเที่ยงวัน
ส่วนฮอร์โมนเมลาโทนิน มีหน้าที่ทำให้เกิดการนอนหลับ โดยจะหลั่งออกมาตั้งแต่ บ่าย4 โมงแล้วจะลดระดับลงอีกทีตอนตี 2 ดังนั้นในคนปกติ มักจะเริ่มง่วงตอน3-4 ทุ่มซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเมลาโทนินหลั่งมาสูงสุดของวัน

ดังนั้นความสามารถในการนอนหลับจึงขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเมลาโทนินที่หลั่งมาใน แต่ละวันนอกจากนี้ ช่วงอายุก็มีส่วนเกี่ยวกับปริมาณการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนินด้วยนะคะ
ดูได้ตามตารางจะเห็นว่าในเด็กแรกเกิด การหลั่งของฮอร์โมนไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น ทารกจึงนอนไม่เป็นเวลา ตื่นบ่อยตอนกลางคืน จนถึงอายุ 5 ปี ฮอร์โมนเมลาโทนินจึงหลั่งมาปกติจนถึงอายุประมาณ 15 ปี จะสังเกตว่า เด็กอายุช่วงนี้จะไม่มีปัญหานอนไม่หลับเลยจากนั้น ฮอร์โมนเมลาโทนินจะลดระดับลงมาเรื่อย ๆ จนเริ่มมีปัญหาเรื่องการนอนอีกครั้งหลังอายุประมาณ 60 ปี

อันนี้เป็นธรรมชาติของฮอร์โมนค่ะ ส่วนใครที่อายุเลย 60 แล้วยังนอนหลับดีไม่มีปัญหาก็ถือว่าโชคดี ยินดีด้วยค่ะ
การนอนไม่หลับมักมีสาเหตุ
ส่วนมากอาการนอนไม่หลับมักมีที่มาที่ไป อีกนัยหนึ่งก็คือมีสาเหตุต่าง ๆถึง 80% เชียว อีก 20% เป็นการนอนไม่หลับแบบไม่ทราบสาเหตุอาจเป็นการหลั่งไม่ปกติของฮอร์โมนส่วนที่ เหลือมักมีสาเหตุที่พบได้บ่อยได้แก่
อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง
เช่นเบาหวาน ,ต่อมลูกหมากโต ทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน โรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด หรือมะเร็งปอด ทำให้หายใจลำบาก ไอมากตอนกลางคืนได้ นอกจากนี้ที่พบได้บ่อยคือในคนอ้วน มักจะกรน หายใจได้ไม่ดี จนถึงมีการหยุดหายใจเลยก็มี ทำให้สะดุ้งตื่นบ่อย ๆตอนกลางคืน
ความเจ็บปวด
โดยเฉพาะอาการปวดจากมะเร็ง ปวดเส้นประสาท ปวดกระดูก กล้ามเนื้อเรื้อรังโดยที่ยังรักษาไม่หาย ปวดแผลผ่าตัด เป็นต้น
ยาบางชนิด
เช่นยาลดน้ำมูกบางตัว ทำให้นอนไม่หลับได้
ชา กาแฟ เครื่องดื่มน้ำดำ บุหรี่
เพราะว่ากาแฟและเครื่องดื่มเหล่านี้มีคาเฟอีน โดยคาเฟอีนนี้จะไปแย่งกันจับกับตัวรับในสมองแทนที่ ฮอร์โมนอะดีโนซีน ซึ่งปกติฮอร์โมนนี้ทำให้เกิดความง่วง ดังนั้นเมื่อถูกคาเฟอีนแทนที่จึงเกิดการนอนไม่หลับได้
ซึมเศร้า วิตกกังวล
เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่ทำให้นอนไม่หลับ
เปลี่ยนเวลานอน เปลี่ยนสถานที่
เช่นเดินทางบ่อย ข้ามทวีป ทำให้นาฬิกาชีวภาพปรับตัวไม่ทัน เลยเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับในคืนแรก ๆ ได้
ถ้าคุณมีปัญหานอนไม่หลับ วิธีแก้ไขง่าย ๆ ตามแนวธรรมชาติบำบัดคือ
1. ปรับอาหาร

  • สิ่งที่ควรงดเลยก็คือ ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน โกโก้ โคล่า
  • อย่ากินอาหารมื้อหนักเกินไปในตอนเย็นทำให้นอนยากขึ้น
  • อย่ากินอาหารย่อยยาก หรือกินใกล้เวลานอนมากเกินกว่า 3 ชั่วโมง
    2. การออกกำลังกาย
    จะช่วยให้การนอนง่ายขึ้น โดยเฉพาะ การฝึกโยคะ ชี่กง
    3. ปรับห้องนอนให้น่านอน
    โดยการทำความสะอาดอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับตำแหน่งของเตียง ที่นอน หมอนอุณหภูมิ แสงไฟ เสียงรบกวน
    4. การทำจิตสงบ ฝึกสมาธิ สวดมนต์ก่อนเข้านอน
    การฝึกลมหายใจให้ทอดยาว จะช่วยผ่อนคลายความเครียด ถ้าทำนานพอและถูกวิธีจะทำให้เกิดสมดุลในร่างกายช่วยให้เข้านอนง่ายขึ้น
    5. การใช้วิตามิน อาหารเสริมและ สมุนไพร
    วิตามินบี :: ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้า
    วิตามินซี :: ใช้วิตามินซีชีวภาพ 1000 มก. ครั้งละ 1 เม็ดวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า- เที่ยง
    แคลเซี่ยมและแมกเนเซี่ยม :: 800 มก. ครั้งละ 2 เม็ดวันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร
    เมลาโตนิน :: 1.5-3 มก. หลังอาหารเย็น
    6. อาหารช่วยนอน
    ได้แก่ ดอกไม้จีน ขี้เหล็ก โสม เอามาประกอบอาหารหรือทำเป็นเครื่องดื่ม เช่น ชาดอกไม้จีน
    7. วารีบำบัด
    เช่นการแช่น้ำอุ่น ซาวน่า อบสมุนไพรช่วยให้นอนหลับสบาย
    8. สุคนธบำบัด (Aroma therapy)
    เช่นกลิ่นกระดังงา, กุหลาบ ,มะลิ ,Lavender Chamomile เป็นต้น
  •  

    ที่มา: http://www.one2night.com/health/sleep/index.html

    กดจุดด้วยตนเอง

    2/5/51 |

     

     

     

     

    Chiropractic Chart

    |

     

     

    นักวิทย์เมืองปลาดิบเชื่อ สารสกัดสาหร่ายอาจใช้ต้านเอดส์

    นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสารสกัดจากสาหร่ายที่ขึ้นในน่านน้ำของญี่ปุ่น จะนำมาทำเป็นยารักษาไข้หวัดบางประเภทได้

    บีบีซีนิวส์ – นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสารสกัดจากสาหร่ายที่ขึ้นในน่านน้ำของญี่ปุ่น จะนำมาทำเป็นยารักษาไข้หวัดบางประเภทได้ อีกทั้งยังเชื่ออีกว่าอาจจะสามารถพัฒนาไปใช้เป็นยาต้านโรคเอดส์และโรคอื่นๆได้อีกเช่นกัน
    จากการทดลองประสิทธิภาพของสาหร่ายทะเลในห้องทดลอง นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยซากะเชื่อว่าสารสกัดจากสาหร่ายบางชนิดที่ขึ้นอยู่ในทะเลชายฝั่งของญี่ปุ่นนั้น จะนำมาทำเป็นยารักษาไข้หวัดได้ดีกว่ายาตำรับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ทั่วไป นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ยังเชื่ออีกกว่าสารสกัดดังกล่าวอาจนำมาใช้เป็นยาต้านโรคเอดส์ได้อีกด้วย
    นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้สกัดเอาสารสกัดเอ็มซี 26 ออกจากสาหร่ายทะเลที่ขึ้นตามชายฝั่งน้ำตื้นของทะเลญี่ปุ่น แล้วนำสารสกัดดังกล่าวมาทดลองกับเซลส์ของสัตว์และปลาพบว่าสารสกัดดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อไวรัส อินฟลูเอ็นซ่าโดยให้ผลเท่ากับการทานยาอมาตาดีน ไฮโดรคลอไรด์ที่ใช้รักษาไข้หวัดทั่วไปถึงสามเท่า นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่ายาปกติอีกด้วย
    ผศ. ยูโตะ กาเมอิ ประจำสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเลและหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยในครั้งนี้ เปิดเผยว่า “ผลการทดลองในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เอ็มซี 26 ส่งผลกระทบต่อร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับยาอมานตาดีน”
    กาเมอิเชื่อว่าการค้นพบในครั้งนี้จะสามารถพัฒนาไปเป็นยาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรคไข้หวัดได้ และนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ยังวางแผนเพื่อพัฒนาสารสกัดจากสาหร่ายทะเลตัวนี้ ไปใช้ในการรักษาโรคเอดสด์รวมทั้งโรคอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้เขายังเชื่อว่าหากยาต้านโรคไข้หวัดนี้วางตลาดจะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน
    ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยอื่นๆที่ได้ศึกษาประสิทธิภาพของสาหร่ายมาก่อนแล้ว โดยในปี 1998 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่าโปรตีนในสาหร่ายใช้รักษาโรคมะเร็งได้ และนักวิจัยชาวสหรัฐฯได้ค้นพบว่าเจลที่ทำจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามชายฝั่งโนวา สโกเทียและชายฝั่งประเทศชิลีสามารถใช้ป้องกันการติดต่อของโรคเอดส์ได้

     

    ชมรมแพทย์ชนบท - นักวิทย์เมืองปลาดิบเชื่อ สารสกัดสาหร่ายอาจใช้ต้านเอดส์

     

     

    โรคที่เกี่ยวกับกระดูกนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่คุณจะละเลยไม่ได้ เพราะกระดูกก็เปรียบเหมือนเสาเข็มในการ เป็นหลักปักฐานที่สำคัญของกายเพื่อให้อวัยวะในส่วนของร่างกายในการเคลื่อนไหว

    การรักษาโรคทางกระดูกในปัจจุบันนอกจากการักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อแล้ว ยังมีศาสตร์ในแพทย์ทางเลือกอีกวิธีหนึ่งก็คือการรักษาแบบไคโรแพรกติก ที่อาจจะพอเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ป่วยกระดูกและข้อ ให้อาการพอทุเลาลงได้บ้าง 
    ไคโรแพรกติกมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า การรักษาด้วยมือซึ้งเป็นการแพทย์ของกรีดที่ประวัติยาวนานร่วมสองพันปี อย่างไรก็ตามศาสตร์ นี้ถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895 โดย ดร.แดเนียล เดวิด ชาวแคนนาดา ซึ่งให้ความสนใจเรื่องกระดูก การทำงานของร่างกายและสามรถรักษาผู้ที่เป็นโรคหูหนวกมานานสำเร็จด้วยการใช้มือนวดและจัดกระดูกสันหลัง
    สำหรับไคโรแพรกติกก็ไม่เชิงเป็นการรักษาโรคกระดูกอย่างที่หลายคนเข้าใจเสียทีเดียว หากแต่เป็นการรักษาเส้นประสาทที่มีอยู่มากมายในกระดูก ระหว่างข้อกระดูก ซึ่งการรักษาเส้นประสาทเหล่านี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการจัดกระดูกจึงเป็นที่มาของคำว่า นวดจัดกระดูก ในความเข้าใจของคนไทยนั่นเอง
    การรักษาแบบไคโรแพรกติกจะไม่มีการใช้ยา ใช้เข็มหรือผ่าตัดแต่อย่างใดแต่ใช้วิธี การรักษาด้วยมือแทน ซึ่งโดยปกติไคโรแพรกติกทำการรักษาความผิด ปกติของแง่โครงสร้างและการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกตอของกระดูกสันหลัง ด้วยการใช้มือจัดข้อกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจากตำแหน่งที่ผิดปกติให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นปกติ รวมไปถึงการทำงานของระบบประสาท
    โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ 4 ส่วน ใหญ่ ๆ ของร่างกายได้แก่
    - กระดูกสันหลัง 
    - ระบบประสาท 
    - โครงสร้างของร่างกาย 
    - โภชนาการด้านอาหารและวิตามิน 
    โรคที่ผู้ป่วยมักเข้ารับการรักษาอาการแบบไคโรแพรกติก ส่วนใหญ่จะเป็นอาการเกี่ยวกับการปวดหลัง ปวดศีรษะไมเกรน ปวดแขน ชาตามแขนขา หมอนรองกระดูกเคลื่อน ตลอดจนอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อีกทั้งในผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ยังพบว่าศาสตร์แห่งการนวดจัดกระดูกก็สามารถรักษาได้เช่นกัน
    อย่างไรก็ตามหมอนวดกระดูกหรือไคโรแพรกเตอร์ในเมืองไทยยังมีอยู่น้อยมาก อาศัยการบอกเล่าแบบปากต่อปากเสียมากว่า และไม่ถือเป็นสาขาหนึ่งของการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย ดังนั้น จึงไม่มีใบประกอบโรคคศิลป์ในการรักษาคนไข้
    หากผู้ป่วยต้องการรักษาด้วยการนวดจัดกระดูกนี้จริง ๆ ก็คงได้ใช้ดุลยพินิจใคร่ครวญอย่างละเอียดและต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกับทางแพทย์ทางเลือกแขนงนี้เสียก่อน เพราะถึงแม้ในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาจะให้การยอมรับแต่ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้ผลกับผู้ป่วยทุกราย

     

    ชมรมแพทย์ชนบท - นวดจัดกระดูกแบบไคโรแพรกติก

     

    Alternative Medicine การแพทย์ทางเลือก
    Conventional Medicine การแพทย์แผนปัจจุบัน
    Integrated Medicine การแพทย์ผสมผสาน
    Wholistic Medicine การแพทย์แบบองค์รวม

     

    Acupressure

    การใช้มือและนิ้วมือ ในการกดจุดตำแหน่งที่สำคัญของร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังชีวิตในการรักษาพยาบาล

    Acupuncture

    คล้ายกับการกดจุด แต่เป็นการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ คือ เข็ม ฝังลงในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังไหลเวียนทั่วร่างกาย

    Aromatherapy

    เป็นการบำบัดรักษาด้วยน้ำมันหอมระเหยซึ่งได้จากพืช เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย จะเป็นวิธีการรักษา ที่ใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ เช่น การนวด

    Ayurvedic Medicine

    เป็นการบำบัดรักษาที่มีรากฐานจากประเทศอินเดีย มานานกว่า 5,000 ปี เช่น การฝึกโยคะ (Yoga) และทำสมาธิ โดยอาจให้การรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สมุนไพรบำบัด การนวดด้วยน้ำมัน และกำหนดชนิดอาหารเพื่อการสลายพิษ จะนำไปสู่ความสมดุลของร่างกาย

    Body Work

    เป็นการบำบัดเพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย โดยเฉพาะบนกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยวิธีการฝึกให้มีการเคลื่อนไหว ของร่างกายที่เหมาะสม เช่น การนวด (Message), จี้กง (Guigong), Reflexology, Shiatsu และ ไทเก๊ก (Tai Chi)

    Chinese Herbs

    การบำบัดด้วยสมุนไพรจีน จะใช้ร่วมกับการฝังเข็ม หรือการกดจุด เพื่อให้เกิดความสมดุลของร่างกาย

    Chiropractic

    เป็นการบำบัด โดยอาศัยหลักการที่ร่างกายสามารถบำบัดตนเอง และทำให้เกิดความสมดุล ซึ่งระบบประสาทของร่างกาย จะเป็นตัวควบคุมการบำบัดด้วยวิธีนี้ จะใช้มือบีบนวด บริเวณกระดูกสันหลัง ข้อต่างๆ และกล้ามเนื้อ เพื่อให้ระบบกล้ามเนื้อ ประสาท และกระดูก ทำงานได้อย่างราบรื่น

    Herbal Therapies

    เป็นการบำบัดด้วยการใช้พืชสมุนไพร ทั้งในรูปแบบธรรมชาติ และสารสกัดยาเตรียมต่างๆ เช่น เม็ด แคปซูล ขี้ผึ้ง หรือครีม เป็นต้น

    Homeopathy

    เป็นการบำบัดโดยอาศัยหลักการ "Liki Cure Like" สารที่เป็นต้นเหตุของอาการเจ็บป่วย ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง จะเป็นที่บำบัดอาการเดียวกัน ที่เกิดขึ้นในคนไข้ เป็นการเตรียมที่เจือจางในผู้ที่แข็งแรงแล้วสังเกตผลปรับเปลี่ยนยาเตรียมให้เหมาะสม

    Hydrotherapy

    การบำบัดด้วยน้ำ (ธาราบำบัด) โดยใช้น้ำแข็ง ของเหลว และไอน้ำ เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ของการติดเชื้อ อาการปวดเรื้อรัง และเฉียบพลัน ปัญหาการไหลเวียนของโลหิตและอื่นๆ การรักษาจะหมายรวมถึง การห่อหุ้ม การใช้สเปรย์ การสวนล้าง การอบไอน้ำและซาวน่า รวมถึงการใช้ทั้งความร้อนและความเย็น

    Mind/Body Medicine

    จะเป็นการบำบัดด้วยหลายๆ วิธี ที่เชื่อมโยงระหว่างจิตใจ และร่างกาย ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบฮอร์โมน ประสาท และภูมิคุ้มกัน เช่น การสะกดจิต การฝึกสมาธิ โยคะ ฯลฯ

    Naturopathic Medicine

    การบำบัดโดยอาศัยหลักการ สรีระและจิตใจ สามารถรักษาโรค 
    ซึ่งผู้ให้การรักษาจะใช้วิธีต่างๆ เช่น Homeopathy, Herbal Remedies การใช้สมุนไพรจีน, Spinal Manipulation, โภชนาการ, Hydrotherapy, การนวด และการออกกำลังกาย ในการรักษาโรค

    Nutrition and Diet

    การบำบัดด้วยโภชนาการ หรืออาหาร เป็นการควบคุมชนิดของอาหารที่รับประทาน ตามโรคที่เป็น

    Osteopathy

    การบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาของระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก เพื่อให้ร่างกายสามารถทำตนได้ปกติ วิธีการรักษานี้ จะใช้ร่วมกับการบำบัดปัจจัยทางจิต รูปแบบความเป็นอยู่ และโภชนาการ เพื่อขจัดความเจ็บป่วยและทำให้มีสุขภาพดี ผู้ทำการรักษาจะต้องสำเร็จวิชาชีพแพทย์ และได้รับการฝึกฝนต่อ ในสาขานี้ ซึ่งจะเป็นการแพทย์แผนปัจจุบัน

     

    ที่มา: thailabonline.com

     รูป ภาพ: การรักษาแบบองค์รวม ไม่ได้มองแค่จุดที่ปวด แต่มองว่าร่างกายทุกส่วนสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันหมด ฉะนั้นการรักษาก็ต้องรักษาทั้งระบบ

     

    การฝังเข็ม เป็นการกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น เมื่อหลอดลมผ่านได้คล่องอาการเจ็บปวดต่างๆ ก็ค่อยๆหายไปเพราะร่างกายของคนเราถึงแม้ว่าเราจะบอกได้ว่าปวดเฉพาะที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่การรักษาแบบองค์รวม ไม่ได้มองแค่จุดที่ปวด แต่มองว่าร่างกายทุกส่วนสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันหมด ฉะนั้นการรักษาก็ต้องรักษาทั้งระบบ

    แพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ ปักลงไปบนตำแหน่งจุดต่างๆของร่างกายแล้วกระตุ้นโดยการใช้นิ้วมือหมุนปั่นหรือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นระบบประสาทของร่างกาย ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้สมดุลเป็นปกติจึงสามารถรักษาโรคและบรรเทาอาการผิดปกติต่างๆได้ โดยทั่วไปแพทย์จะปักเข็มคาเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงถอนเข็มออก การเลือกเข็มมาใช้ต้องให้เหมาะกับสรีระและตำแหน่งที่จะฝังเข็มเป็นหลักเพราะถ้าหากใช้เข็มที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยแล้ว เวลาฝังในจุดต่างๆ อาจเกิดอันตราย และเข็มที่ใช้ก็ต้องผ่านการฆ่าเชื้อใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการมีความปลอดภัยมากขึ้น ความแตกต่างของการฝังเข็มแบบสมัยใหม่กับการฝังเข็มแบบดั้งเดิม คือ

    • การฝังเข็มแบบสมัยใหม่ โดยปกติแล้วจะใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ เพื่อกระตุ้นการรักษา วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากโดยปกติแล้วหลังจากการฝึกอบรมมาแล้ว 3 เดือน นักฝังเข็มสามารถใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วยได้ทันที แต่ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ได้ผลดีที่สุด
    • วิธีฝังเข็ม แบบดั้งเดิม ต้องมีพื้นฐานที่ดีตามหลักทฤษฎีและปรัชญาของจีน รวมไปถึงจะต้องรู้หลัก ของ “ไทเก็ก” “หยินหยาง” “ธาตุทั้ง 5” “ปากั้ว” และวงจรการไหลเวียนของเลือด นักฝังเข็มจำเป็นจะต้อง “ชี่กง” และรู้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นพลังงานภายในที่สามารถถ่ายทอดสู่ผู้ป่วยอย่างได้ผลเต็มที่ การรักษาโรคด้วยการฝังเข็มเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีสำหรับการ บรรเทาการเจ็บปวดของโรคต่างๆโดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย
    • ที่โรงพยาบาลปิยะเวท นักฝังเข็มได้ใช้วิธีนี้ ช่วยผู้หญิงที่คลอดบุตรยาก ให้คลอดง่ายและสุขภาพแข็งแรง
    • การรักษาด้วยการฝังเข็มสามารถช่วยได้ในกรณี ของผู้หญิงที่เป็นหมันให้สามารถมีบุตรได้ รวมถึง โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ปวดหัวเข่า ข้อเข่าเสื่อม ข้อหัวไหล่ติด

    ศูนย์การแพทย์แผนจีน การฝังเข็ม และ สมุนไพรจีน โรงพยาบาล ปิยะเวท กรุงเทพ

    โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็ม

     

    องค์การอนามัยโลก ระบุว่าโรคมีหลายชนิด หลายกรณีที่สามารถทำการรักษาได้โดยแพทย์แผนจีน โดยโรคและอาการที่พบบ่อยๆ มีดังนี้

    • อัมพาต อัมพฤกษ์ แขน-ขาอ่อนแรง
    • ป้องกันเส้นเลือดสมองตีบตัน เส้นเลือดสมองแตกเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์
    • ปวดศีรษะ
    • นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล
    • ท้องผูก
    • โรคบริเวณใบหน้า ปวดสามแฉก บริเวณใบหน้าครึ่งซีก หนังตาไม่ปิด ปากเบี้ยว หน้าชา อัมพฤกษ์ ใบหน้าครึ่งซีก หน้ากระตุก ปวดกราม ขากรรไกรค้าง อ้าปากไม่ขึ้น
    • โรคกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ กระดูก และปลายประสาทชา กล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดข้อรูมาตอยด์ ชาปลายมือ ปลายเท้า ตะคริว ปวดหลัง ปวดร้าวชาด้านหลัง ด้านข้างขวา ชานิ้วเท้า ปวดตะโพก ข้อตะโพกเสื่อม ปวดหัวเข่า เข่าบวม ข้อหัวเข่าเสื่อม ปวดบวมข้อเท้า ข้อเท้าพลิก
    • หอบหืด
    • ปวดทรวงอก
    • ปวดจากมะเร็ง เนื้องอก ปวดแผลผ่าตัด
    • ท้องเสีย ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
    • แพ้ท้อง อาเจียน ทานอาหารไม่ได้
    • เบาหวาน และภาวะแทรกซ้อน ปลายเท้าคล้ำดำ ชาปลายมือปลายเท้า
    • ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
    • ลดความอ้วน ลดความอ้วนหลังคลอด ลดไขมันเฉพาะที่ตะโพก ต้นขา น่อง ต้นแขน ท้องแขน
    • เพิ่มน้ำหนัก คนผอม ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
    • บำรุงสุขภาพคนในวัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ
    • ลมบ้าหมู
    • บวมน้ำ
    • โรคผู้สูงอายุ สั่นกระตุก พาร์กินสัน หลงลืม ความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์
    • โรคสูติ-นรีเวช ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช้า เร็ว มาไม่แน่นอน ประจำเดือนไม่มา มดลูกหย่อน ชำรั่ว ก้อนเนื้อเต้านม
    • วัยทอง ทั้งหญิงและชาย
    • มีบุตรยาก
    • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศู
    • โรคภูมิแพ้
    • ลบรอยตีนกา รอยเหี่ยวย่นใต้คาง ท้องแขน ฝ้า กระ สิว ผมร่วง เส้นเลือดขอด
    • ปวดเมื่อยล้าอ่อนเพลียเรื้อรัง

    ศูนย์การแพทย์แผนจีน การฝังเข็ม และ สมุนไพรจีน โรงพยาบาล ปิยะเวท กรุงเทพ

    เจ้าตำรับยาอายุวัฒนะอย่างชนชาติจีน  มีสมุนไพรหลายชนิดที่ผู้หญิงจีนนิยมนำมากินเพื่อประทินโฉมและบำรุงร่างกาย  มีขายตามร้านขายยาสมุนไพรจีนทั่วไป

    โสม เป็นสมุนไพรที่มีราคาแพงมาก  เพราะปลูกยากและต้องใช้เวลาเลี้ยงดูนาน  3-7 ปีขึ้นไป  จึงจะเอามาทำยาได้  ส่วนที่นำมาใช้ก็คือราก  มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  รสหวาน  ชุ่มคอคล้ายรากชะเอกเทศ  แพทย์จีนเชื่อในสรรพคุณว่าโสมช่วยบำรุงพลังชีวิต  ปอด  ม้าม  แก้อาการเหงื่อออกมาก  หัวใจเต้นเร็ว  นอนไม่หลับ  ความจำเสื่อม  ฯลฯ  แพทย์ปัจจุบันพบว่า  ในรากโสมมีสารชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน  ช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังสดชื่นเปล่งปลั่ง  ไม่เหี่ยวแห้งหรือแตกเป็นขุย  มีสารต้านอนุมูลอิสระ  ชะลอความเสื่อมของร่างกาย  คนจีนจึงเชื่อว่ากินโสมแล้วอายุยืนนั่นเอง

    ตังกุย แพทย์จีนมักจะจัดตังกุยให้หญิงวัยทอง  เพราะเชื่อว่ามีธาตุอุ่น  สรรพคุณบำรุงโลหิต  กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต  ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปรกติ  แก้ปวดประจำเดือน  ลดอาการร้องวูบวาบ  เพิ่มเม็ดเลือดสำหรับผู้หญิงที่โลหิตจาง  อีกทั้งยังบำรุงตับและม้ามด้วย

    ไข่มุก นอกจากจะกินเพื่อความงามแล้ว  ชาวจีนยังใช้ไข่มุกในการรักษาโรคต่างๆ  หลายโรค  แม้จะไม่มีผลพิสูจน์ทางการแพทย์ออกมาแน่ชัดว่าไข่มุกมีสรรพคุณรักษาโรคได้จริง  แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิงจีน  ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส  แต่ก็มีข้อบ่งใช้ว่าหญิงสาวที่ยังไม่มีลูกไม่ควรกินเกินปีละ  4 ตำลึง  เนื่องจากจะทำให้มดลูกบีบตัวและมีบุตรยาก

    หอสิ่วโอว จัดว่าเป็นยาบำรุงชั้นดีของคนจีน  มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับ  บำรุงไต  บำรุงเลือด  แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย  กล้ามเนื้อและผิวหนังเหี่ยวแห้ง  ถ้ากินเป็นประจำจะทำให้หน้าตาแจ่มใส  มีน้ำมีนวล  ผมดกดำสลวยไม่แห้งแตกปลาย

    แปะฮวยแปขี่เฉ้า จัดเป็นยาถอนพิษขนานหนึ่งของจีนซึ่งนิยมใช้มาตั้งแต่โบราณใช้ถอนพิษได้หลายชนิด  เช่น  พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย  พิษจากพืชบางชนิด  เป็นต้น

    จิงจูฉ่าย  เป็นผักชนิดหนึ่ง  กลิ่นหอม  แพทย์จีนเชื่อว่าเป็นยาเย็น  ช่วยแก้ไขได้  ความเย็นของจิงจูฉ่ายยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงปอด  ช่วยฟอกเลือก  ทำให้เลือดอุ่นและไหลเวียนได้ดี  คนจีนจึงนิยมนำผักชนิดนี้มาประกอบอาหารกินกันในหน้าหนาว

    กระเพาะปลา ในกระเพาะปลาพบว่ามีสารคาซิเลต  ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง  แม้จะยังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าสารนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร  (เช่นเดียวกับหูฉลาม)  แต่คนจีนก็เชื่อว่าทำให้ร่างกายอบอุ่น  เลือดลมไหลเวียนดี  มีพละกำลัง  จึงนิยมกินในหน้าหนาวเช่นกัน  จัดเป็นอาหารบำรุงร่างกายชั้นดีชนิดหนึ่ง

    นอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอ  กินอาหารที่มีประโยชน์  หลีกเลี่ยงปัจจัยหรือพฤติกรรมที่สงสัยว่าทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณด้วยตัวเองแล้ว  การวินิจฉัยและแก้ไจที่ถูกต้องแม่นยำอาจต้องพบผู้เชี่ยวชาญค่ะ

     

    สมุนไพรจีน บำรุงความงามจากภายใน - For Mum And Me

    To get more out of your next cup of tea, just add juice.

    A study found that citrus juices enable more of green tea's unique antioxidants to remain after simulated digestion, making the pairing even healthier than previously thought.

    The study compared the effect of various beverage additives on catechins, naturally occurring antioxidants found in tea. Results suggest that complementing green tea with either citrus juices or vitamin C likely increases the amount of catechins available for the body to absorb.

     

    .....Catechins (pronounced KA'-teh-kins), display health-promoting qualities and may be responsible for some of green tea's reported health benefits, like reduced risk of cancer, heart attack and stroke. The problem, Ferruzzi said, is that catechins are relatively unstable in non-acidic environments, such as the intestines, and less than 20 percent of the total remains after digestion.

     

    Citrus Juice, Vitamin C Give Staying Power To Green Tea Antioxidants

    Traditional Chinese medicine is world renowned. It has effects on some diseases, but the reason is still unknown. One such article was recently reported in the November 7 issue of the World Journal of Gastroenterology dealing with the great significance of a Chinese medicinal compound, "delisheng", for the therapy of HCC and its neoteric research method. The research team was led by Dr. Ke-Jun Nan from The First Affiliated Hospital of The School of Medicine of Xi'an Jiaotong University, China. This research will undoubtedly bring comfort to many researchers and patients.

     

    Chinese Medicine Compound Has Satisfactory Anti-cancer Effects On Hepatocellular Carcinoma

    ScienceDaily (Apr. 10, 2008)

     

    Increased consumption of teas rich in catechins is associated with reduced risk of stomach, colon and other gastrointestinal cancers. However, the effects of digestion on the anticancer activity of tea catechins have largely been ignored. A study by nutrition researchers at The Ohio State University and Purdue University found that the digestive process could both alter the structure of the tea catechins and their anticancer activity.

     

    Digestive Process Affects Anti-cancer Activity Of Tea In Gastrointestinal Cells

    ScienceDaily (Apr. 8, 2008)

     

    Both the reishi mushroom (Ganoderma lucidum; Lingzhi) and green tea have long held a place in traditional medicine in China and other Asian countries, for the general promotion of health and long life and for the treatment of specific diseases. More recent scientific studies have confirmed that both enhance the body¹s immune functions and hold the potential for treatment and prevention of many types of cancer.

     

    Reishi grows in damp, sunless mountain areas and was once a rare commodity. Today Reishi, like green tea polyphenols, is manufactured as an extract. Zhang and her colleagues examined products sold as ReishiMax and Tegreen, made by Utah-based Nu Skin Enterprises. ReishiMax contains high concentrations of the active components in the mushroom itself and cracked spores of the mushroom, including polysaccharides (13.5 percent) and triterpenes (6 percent), and Tegreen is almost completely (98-99 percent) made of tea polyphenols.

     

    Extracts From Reishi Mushroom And Green Tea Shows Synergistic Effect To Slow Sarcoma

    การรักษาสุขภาพ นอกจากจะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่แล้วยังต้องรู้จักการบริโภคอาหารให้เกิดความสมดุลย์ของร่างกาย ซึ่งร่างกายของแต่ละคนต้องการความสมดุลย์ต่างกัน

    ตามความรู้ของแพทย์แผนไทยได้ศึกษาบันทึกปัจจัยต่างๆที่ผลต่อคนไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหมดอายุขัย ออกมาเป็นหลักการในการดูแลสุขภาพ ซึ่งหลักการพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ ธาตุเจ้าเรือน

    เมื่อแต่ละคนเกิดมานั้น สามารถที่แบ่งลักษณะเด่นออกได้เป็น 4 ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งธาตุทั้ง 4 จะต้องสมดุลย์สุขภาพจึงจะแข็งแรง ถ้าหากเราทราบว่าเรามีธาตุเจ้าเรือนอยู่ในกลุ่มธาตุอะไร ก็จะทำให้รู้ว่าเราสมควรดูแลสุขภาพอย่างไร ทานอาหารในกลุ่มไหนจึงจะเหมาะกับร่างกายของเราให้สมดุลย์และแข็งแรง อาหารในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสมุนไพร มีสรรพคุณด้านสุขภาพ หาง่ายและราคาไม่แพง

    ที่มา: http://www.herb108.com/index.php?q=node/7

    ที่มา: http://www.herb108.com

    ที่มา: http://www.banhonethai.com/

    ตังกุย

    17/3/51 |

    ในตำรับยาสมุนไพรจีน ตังกุย เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันดี และนิยมใช้กันอย่างมาก เช่นเดียวกับโสม ถั่งเฉ้า และเห็ดหลินจือ ตามสรรพคุณตังกุยจะได้มาจากส่วนรากของพืชวงศ์ Umbelliferae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abgelica sinensis (Oliv) Diels เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสหวานออกขมเล็กน้อย จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีรสอุ่นกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงโลหิต ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และแก้ปวด
    โดยความนิยมแล้วถือว่า ตังกุย เป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง คือมีสรรพคุณ ในการช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว (rheumatism) และเป็นยาระบายท้องอ่อนๆ ด้วย
    มีรายงานจาการทดลองพบว่า สารสกัดจากตังกุย ในส่วนที่เป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีจุดเดือดสูง (high boiling point) ประมาณ 180 องศาเซลเซียส ถึง 210 องศาเซลเซียส จะมีคุณสมบัติด้านการบีบตัว (ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว) ของมดลูกได้ แต่สำหรับในเชิงเภสัชวิทยา แล้วจะเกิดผล 2 กรณี คือ
    ประการแรกคือเมื่ออยู่ในภาวะตั้งครรภ์ มดลูกจะมีความไวต่อภาวะความกดดัน ในโพรงมดลูกสูง สารสกัดจากรากตังกุยจะมีผลต่อกล้ามเนื้อมดลูก คือ นอกจากจะลดการบีบตัวแล้ว ยังทำให้การตอบสนองต่อความกดดัน ในโพรงมดลูกน้อยลง (decreasing the myometrial sensitivity) และจะมีผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณมดลูกมากขึ้น โดยการขยายหลอดเลือด ผลก็คือลดโอกาสในการแท้งบุตรได้ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมตังกุยจึงเป็นผลดีต่อสตรีที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์
    ประการที่สองคือสำหรับสตรีทั่วไปและสตรีภายหลังการคลอดบุตร ตังกุยจะมีผลต่อระบบประจำเดือน คือ ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้ปวดประจำเดือน ในตำรับยาจีนจะผสมตังกุยกับหัวแห้วหมู (Cyperus rotundus) โกฐจุฬาลำเภาจีน (Artemisia argyi) เปลือกลูกพรุน (Prunus persica) และดอกคำฝอย (Carthamus tinctorius) เพื่อเป็นยาช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ถึงแม้คำอธิบายเรื่องนี้ ยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็มีรายงานว่า
    ในสารสกัดของตังกุยทั้งในส่วนของสารสกัดด้วยน้ำ และแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่เป็นสารกลุ่มน้ำมันหอมระเหย มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้ดี (คือ เพิ่มการบีบตัวของมดลูก) จึงนิยมใช้ตังกุยเป็นยาช่วยในการขับน้ำคาวปลา และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น
    สำหรับการรักษาอาการหลังหมดประจำเดือน มีการทดลองใช้ตังกุย ร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ชนิด ในคนไข้ 43 คน พบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น คือ อาการร้อนวูบ มึนงง ตาพร่า และอาการไม่สบายในช่องท้องจะลดลงประมาณ 70%ตังกุยมีความเป็นพิษหรือไม่โดยทั่วไปแล้ว ตังกุยก็เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือ ถ้าใช้ในปริมาณที่ปกติก็ไม่พบอันตรายอย่างไร แม้ในบางคน ที่ได้รับตังกุยแล้วเกิดอาการผิดปกติ เมื่อหยุดยาอาการดังกล่าวก็มักจะหายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสียเลยทีเดียว ถ้าร่างกายได้รับสารมาก ส่วนจะมากเท่าใดนั้นคงยากที่จะตอบ แต่จากการทดลองในสัตว์ โดยใช้สารสกัดน้ำปริมาณ 0.3-0.9 กรัมต่อน้ำหนักตัว 10 กรัม ฉีดเข้าสู่กระเพาะ จะมีผลให้การเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง และกดการหายใจ และเมื่อได้รับสารมากขึ้นก็จะแสดงอาการมากขึ้น แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดได้รับอันตรายร้ายแรง จากการรับประทานตังกุยเลย
    “ตังกุย” เป็นยาสำหรับสตรีเท่านั้นหรือ ผู้ชายรับประทานได้หรือไม่ถ้าดูจากสรรพคุณดั้งเดิม ที่ว่าตังกุยเป็นยาที่ใช้สำหรับ บำรุงร่างกายทั่วๆ ไป และบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็น่าจะใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะการมุ่งหวังผล เพื่อเป็นยาบำรุงร่างกาย เพราะในรากตังกุยจะมีวิตามินบี 12 ในปริมาณที่มาก (0.25-0.4 ไมโครกรัม/100 กรัมของน้ำหนักรากแห้ง) ยังมีสารโฟลิก (Folic) และไบโอติน (Biotin) ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือด ในร่างกาย จึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต
    ยิ่งกว่านั้นยังมีการทดลองที่พบและแสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่ได้รับสารสกัดจากรากตังกุยจะมีขนาด และน้ำหนักของตับ และม้ามเพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวชนิด macrophage ในการทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกายได้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของตับ ซึ่งส่งผลถึงการสร้างระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัด คงต้องรอผลการวิจัยต่อไป
    ผลต้านการอักเสบและลดการบวม โดยการทดสอบทางชีวเคมี ถึงขบวนการเกิดการอักเสบ พบว่า สารจากตังกุยสามารถขัดขวางการเกิด 5-hydroxytryptamine (5-HT) และลดการส่งผ่านของสารทางผนังเซลล์หัวใจ (coronary flow) และกระแสโลหิตที่ร่างกาย peripheral blood flow ได้โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัว (dilate vessel) มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ให้ความดันล่างสูงขึ้น
    นอกจากรายงานทีกล่าวมาแล้ว ยังมีรายงานการวิจัย ถึงสรรพคุณของตังกุยอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก เช่นเป็นสารต้านการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด+ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง เช่น แก้อาการคัน+ใช้เป็นยาแก้หืด+ใช้เป็นยาแก้ปวด+ใช้ลดไขมันในโลหิต โดยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล (cholesterol) เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด , ต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดปัจจุบัน วงการแพทย์ตะวันตกต่างหันมาสนใจ ให้ความสนใจต่อสมุนไพรมากขึ้น และยังคงมีการวิจัยศึกษา หาคุณประโยชน์ของสมุนไพรกันอย่างกว้างขวางและจริงจัง เพื่อค้นหาความลับในการรักษาและบำบัดโรคภัยต่างๆ รวมทั้งเคล็ดลับในการบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพดียิ่งขึ้นที่มา : FITWAY THAILAND

    โสม

    |


    โสม Ginseng (วงศ์ Araliaceae)โสมเกาหลี โสมคน Panax ginseng C.A. Mayerโสมอเมริกัน Panax quinquefolium L.ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของโสมมาจาก pan หมายถึงทั้งหมด ax หมายถึงการรักษาgin หมายถึงคน และ seng หมายถึงเครื่องหอมGinseng เป็นภาษาจีน แปลว่า man-root หมายถึง รากไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคน เพราะรากจะอวบ มองดูคล้ายมีหัว แขน และขา จึงเรียกว่า “โสมคน” (man-root) โสมมีอายุหลายปี มีถิ่นกำเนิดในเกาหลี จีน โซเวียต ญี่ปุ่น อเมริกา และคานาดา เป็นพืชที่ปลูกยาก ต้องการภูมิอากาศเฉพาะ ลักษณะโดยทั่วไปของ โสมเป็นพืชโตช้า ถ้าเพาะจากเมล็ดต้องใช้เวลาถึง 5-6 ปี จึงจะใช้ได้ ในปีแรกต้น จะสูงเพียง 1 ฟุต มีใบ 1 ใบ เป็นใบประกอบมี 3-5 ใบย่อย จากนั้นจะมีใบเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ ปีที่ 3 จะเริ่มออกดอก มีก้านดอกยาวชู ออกมาจากยอด ดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม สีม่วง ออกประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน ผลกลมสีเขียว เมื่อสุก จะเป็นสีแดง เมื่ออายุ 4-5 ปี ต้นจะสูงประมาณ 2 ฟุต รากโสมที่นำมาใช้เป็นยาต้องมีอายุ 3-7 ปี จะเก็บ รากโสมราวเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจะออกดอกจะเป็น ช่วงที่มีสารสำคัญมากสุด


    โสมเกาหลี มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนเหนือ และเกาหลี แต่ปัจจุบันปลูกได้ทั้ง จีน เกาหลี รัสเซีย และญี่ปุ่น เป็นไม้ล้มลุก ขนาด 60-80 ซม. ใบเป็นใบประกอบมี 3 ใบย่อย ใบจะเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ ดอกสีขาวออกเป็นช่อ ผลขนาดเล็ก เมื่อสุกจะเป็นสีแดง รากจะอวบแตกเป็นแขนง 2 อัน คล้ายขาคน ดูทั้งรากคล้ายคนจึงเรียก “โสมคน” รากแก่ ยาว 8-20 ซม.โสมเกาหลีปลูกยาก ต้องปลูกในที่ที่ไม่เคยปลูกโสมมาก่อนในช่วงเวลา 10-15 ปี ต้องมีแสงไม่มาก และต้องเอาใจใส่ดูแล อย่างดี ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดจากต้นแก่ มีอายุ 4 ปีขึ้นไป และต้องนำเมล็ดมา ปลูกทันที หากทิ้งให้แห้งจะไม่ขึ้น ถ้านำเมล็ดมาฝัง ในที่ชื้นทันที จะงอกใน 8 เดือน แต่ถ้าทิ้งเมล็ดไว้ 4 เดือนจึงนำมาปลูก ในที่ชื้นจะใช้เวลา 19 เดือนจึงจะงอก โสมชอบดินเหนียว pH ประมาณ 5.5-6.0 อุณหภูมิ 0-15 องศา ไม่ชอบแดด จึงต้องทำร่มบังให้ ภูมิอากาศในประเทศไทยไม่เหมาะสำหรับโสม จึงยังไม่สามารถปลูกโสมได้
    โสมที่ใช้ทางยาต้องมีอายุ 5-6 ปี จะเก็บผลสุกและเมล็ดแล้วจึงเก็บรากโสมเกาหลีมี 2 ชนิด ขึ้นกับกรรมวิธีในการทำให้แห้ง

    โสมขาว (White Ginseng) นำรากโสมที่ล้างสะอาดมาตากแดดหรืออบให้แห้งทันที

    โสมแดง (Red Ginseng) นำรากโสมที่คัดเอาเฉพาะที่ดีๆมาล้างให้สะอาด แล้วอบด้วยไอน้ำ 120-130 ํc. เป็นเวลา 2-4 ชั่วโมง จนเป็นสีน้ำตาลแดง แล้วจึงนำไปอบให้แห้ง จะเป็นสีน้ำตาลแดง (ใส) และจะมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นอีก 4 ชนิด ราคาแพงกว่าโสมขาวโสมอเมริกัน เป็นพืชที่มีถิ่นกำหนิดในสหรัฐอเมริกา ต้นสูงประมาณ 30 ซม. ใบประกอบมีใบย่อย 5 ใบ ดอกสีขาวเหลืองเป็นช่อผลสุกแดง รากแก่ยาว 5-10 ซม. แตกเป็นหลายแขนงคล้ายซ่อม มีรอยย่นตามขวาง ขยายพันธุ์โดยเมล็ด นำไปฝังทรายที่ชื้น ลึก 1.25 ซม. ในที่เย็น เป็นเวลา 18 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้ ชอบดินร่วน การระบายน้ำดี เก็บรากเมื่ออายุ 5-7 ปี ตากให้แห้งในที่ร่ม และใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ หรือ อบในตู้อบที่มีอากาศถ่ายเทได้ให้ความร้อน 60-80 ํF 2-3 วัน แล้วเพิ่มเป็น 90 ํFในตำรายาจีนกล่าวถึงสรรพคุณของโสมว่า เป็นยาบำรุงกำลัง ยากระตุ้น ยาเร่งกำหนัด รักษาอาการ ทางประสาท อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาหารไม่ย่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ โรคหอบหืด โรคความจำเสื่อม ปวดศีรษะ ชัก และมะเร็ง และเชื่อกันว่าโสม เพิ่มความต้านทานต่อโรค ทำให้ฟื้นไข้เร็วมีคำแนะนำว่าไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนต่อครั้ง

    อ่านเพิ่มเติมได้ที่ FITWAY THAILAND

    ชาวเอเชียเป็นนักกิน นักดื่ม และผู้ผลิต “อาหารของโลก” รายใหญ่ที่สุด…
    เหตุนี้เองที่ทำให้คนผิวขาวนักล่า (อาณานิคม) เดินเรือมาแสวงหาดินแดนแห่งความอบอุ่น ดินดี อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส และหา เครื่องเทศ กลับไปปรนเปรอพวกเขา
    จากอดีตถึงปัจจุบัน แผ่นดินกว้างใหญ่ของเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้นกำเนิดของอาหารของคนทั้งโลก และเป็นแหล่งของสมุนไพร เครื่องเทศ ของจำเป็นในการปรุงอาหาร ขาดไปใส่น้อยไป อาหารจะไม่ชูรส ชูกลิ่น
    กระทั่งเกลือ น้ำตาล เครื่องปรุงจำเป็น แหล่งผลิตสำคัญก็อยู่ในภูมิภาคเอเชียและในเขตร้อน ตอนนี้น้ำตาลแพง คนไทยอาจต้องวิรัติความหวานไปบ้าง เหตุบ้านยามเมืองตอนนี้ก็ไม่น่าหวาน ออกเปรี้ยว ขม และขื่น…
    สมัยก่อน ประเทศอินเดียเป็นแหล่งผลิตเกลือ แต่เมื่อถูกต่างชาติรุกราน แถมแผ่อิทธิพลผูกขาดการเป็นพ่อค้าคนกลางขายเกลือเสียเอง ทั้งๆ ที่เมล็ดเกลือมาจากชมพูทวีป แต่ไม่ให้ชาวอินเดียเป็นคนขาย แค่เป็นแรงงานหาเกลือแล้วคนผิวขาวก็มาแย่งเม็ดเงินจากการขายไปหน้าตาเฉย
    เกลือ น้ำตาล และเครื่องเทศ จนถึงใบชา ก่อให้เกิดสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงวันนี้ สงครามแย่งชิงดินแดนมิอาจหมดไปจากโลก…
    การแย่งชิงทรัพยากร ก่อเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหาร ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ วัฒนธรรมดื่มชาของชาวอังกฤษ ที่เมื่อลิ้มรสน้ำชาจากอินเดียและศรีลังกาเข้าก็ติดใจ จำต้องนำเข้าใบชา และแน่นอนกิจการผูกขาดขายใบชาจากอินเดียสู่จีนก็เริ่มขึ้น จนกลายเป็นสงคราม
    ถึงตอนนี้ ชาวอังกฤษมี “อาฟเตอร์นูน ที” จิบชายามบ่ายกับของว่าง หากวัฒนธรรมการกินที่เหนียวแน่นของชาวชมพูทวีป คือ รินชาใส่เครื่องเทศ เป็น Spice Drink ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรเครื่องเทศแต่โบราณ เป็นเอกลักษณ์ของชาวอินเดียและชาวตะวันออกกลาง
    เคยไปอียิปต์ คนที่โน่นนิยมดื่มชาลิปตัน (ยี่ห้อที่ขายดีที่สุดในอียิปต์) แล้วใส่ใบสะระแหน่ ทั้งก้านทั้งใบ บ้างแช่ไว้นานๆ บ้างขยี้ขยำ แล้วซดดื่ม คล่องคอ ชื่นใจ ใครจะเติมน้ำตาลหรือนมแบบชีวิตแสนหวานก็ไม่ขัด ดื่มชาร้อนท่ามกลางอากาศระอุจากผืนทราย แต่ไม่น่าเชื่อว่าช่วยคลายร้อนไปได้
    เอาร้อนไปตัดร้อน อาจจะเป็นวิถีธรรมชาติบำบัดแนวโฮมีโอพาธี (Homeopathy) แปลเป็นไทยว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง” แล้วกลายเป็นตำรับบำบัดโรคภัยไข้เจ็บไปได้
    อากาศร้อนๆ ตอนใกล้เมษาฯ ปีนี้ ใครจะจิบชาร้อนโรยเครื่องเทศจากอินเดีย จะได้น้ำชารสแปลก หอมกลิ่นเครื่องเทศ อาจไม่คุ้นเคยกันนัก ทว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคอชา
    ชาวอินเดียแต่โบราณ นิยมชงชาเข้มข้นแล้วใส่เครื่องเทศลงไป รายการยอดนิยมมี Cardamom Tea (ชาใส่ลูกกระวาน) Ice Lemon Tea ถ้าเป็นชามะนาวต้องดื่มเย็นๆ Masala for Tea ในบอมเบย์ เจ้าของบ้านจะเตรียมเครื่องเทศมาซาล่าสำหรับชงในชาให้แขกดื่ม เป็นเวลคัม ดริ๊งค์ มาซาล่าคือเครื่องเทศชนิดป่นผสมกันหลายอย่าง เก็บไว้ในโถที่แห้ง และ Spice Tea ชาร้อนรวมเครื่องเทศหลายชนิด
    นอกจากชาแล้ว ชาวอินเดียมีสูตรกาแฟใส่เครื่องเทศ ไม่ใช่กาแฟคาปูชิโนเติมผงอบเชยแค่นั้น และมีไวน์ที่เติมเครื่องเทศ เหล้ารัมที่ดื่มแบบร้อนผสมน้ำผลไม้แล้วได้กลิ่นของอบเชย หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อ่อนๆ เคล้าพริกไทยดำ กลิ่นของฮอร์สราดิช เซเลอรีหรือขึ้นฉ่ายกับออริกาโน ฯลฯ
    แต่ก่อนอื่น ลองหาเครื่องเทศสำหรับชงชา เหลือนักก็นำไปทำอาหารอินเดียหม่ำ ส่วนใหญ่ชาวอินเดียนิยมใช้เครื่องเทศป่นหรือผงทำกับข้าว ในขณะที่ชาวเอเชียและคนไทยนิยมใช้เครื่องเทศและสมุนไพรสด หรือไม่ก็ตากแห้ง เดี๋ยวนี้ในตลาดติดแอร์บางแห่งก็มีเครื่องเทศของอินเดียจำหน่าย หรือหาซื้อได้จากร้านขายเครื่องเทศอินเดียแถวบางรัก และในตลาดพาหุรัดซึ่งมีทั้งเครื่องเทศ ถั่วชนิดต่างๆ แป้งสาลีสำหรับทำนาน จาปาตี พาราธา และแป้งข้าวโพดสำหรับทำปาปาดัม และเครื่องปรุงอาหารอินเดียชนิดต่างๆ
    เครื่องเทศยอดนิยมมี ลูกผักชี ยี่หร่า ใบแกงกะหรี่ ผงกะหรี่และน้ำพริกกะหรี่ การัม มาซาล่า (ผงเครื่องเทศสำเร็จรูป ประกอบด้วยเปลือกอบเชย พริกไทยดำ ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกเฮ็ล กานพลู จันทน์เทศ บดเป็นผง) ฆีหรือเนยเหลวรสจืด หญ้าฝรั่นหรือแซฟฟรอนราคาแพงมาก ผงขมิ้น ลูกกระวาน ใบกระวาน และสมุนไพรสดอย่างขิง ข่า ตะไคร้ กะปิ พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด มะขามเปียก หาซื้อได้ทั่วไป
    ได้เครื่องเทศพอจะชง “ชาเครื่องเทศ” ได้แล้ว ลองทำดู เช่น ชากระวาน ในประเทศอินเดีย ชาชนิดนี้เสิร์ฟกับของหวานและของว่าง รสชาค่อนข้างเข้มข้นด้วยกลิ่นของเครื่องเทศ ใช้ชาถุงสำเร็จก็ได้หรือชาดำ นำลูกกระวานต้มในน้ำเดือด รอให้เย็นแล้วค่อยเติมในชาร้อนที่ชงเตรียมไว้แล้ว เติมกลิ่นด้วยเปลือกส้มและน้ำส้มอีกนิดหน่อย ดื่มสดๆ ได้รสเครื่องเทศหอมกลิ่นเปลือกส้มชื่นใจ หรือเสิร์ฟกับน้ำตาล นม ตามแต่แขกต้องการ
    ชามะนาวเย็นตำรับอินเดีย ชามะนาวแทบจะเป็นเครื่องดื่มชาเย็นแบบทั่วไป แต่ถ้าชงแบบอินเดียต้องเติมเครื่องเทศบางอย่างเช่น กานพลู ใช้แบบแท่งที่ตากแห้ง ผสมกับอบเชย 1 แท่ง ใบสะระแหน่สัก 5-6 ใบ ต้มรวมกันพอเดือดก็เอาน้ำมาเติมใส่ชาเอิร์ลเกรย์แก่ๆ เติมน้ำตาล น้ำมะนาว ตามชอบ ตกแต่งด้วยมะนาวฝานหรือใบสะระแหน่ เสิร์ฟเย็นคลายร้อนดีนัก
    ชาดำกับเครื่องเทศ โดยทั่วไปชาวอินเดียชอบดื่มชาดำใส่เครื่องเทศรวมแล้วเติมน้ำตาลกับนม รสหวานเข้มข้น แต่ทางเลือกใหม่สำหรับคนวิรัติน้ำตาลคือชงดื่มสดๆ เติมเครื่องเทศตากแห้งได้แก่ ก้านอบเชย กานพลู ลูกกระวาน ต้มให้เดือด 10 นาที ชงชาแล้วนำน้ำชาที่ชงนั้นลงต้มพร้อมเครื่องเทศอีกครั้ง ใช้เวลา 3-4 นาที ก่อนเสิร์ฟหยอดลูกกระวานลงสัก 2-3 ลูก
    ชามาซาล่า เวลคัม ดริ๊งค์แบบชาวบอมเบย์ สูตรนี้ใช้เครื่องเทศหลายตัว วิธีทำยุ่งยากหน่อยแต่สามารถทำเก็บไว้ในโถที่สะอาดแล้วนำมาใช้ในคราวต่อไปได้ มีลูกกระวานสีเขียว กะเทาะเอาเมล็ดสีดำข้างในออก แล้วเตรียมพริกไทยดำ กานพลู โขลกละเอียด ผสมกับลูกกระวานแล้วเติมผงขิงลงไปนิดหน่อย เก็บใส่โถไว้ ตอนใช้ก็เอามาต้มให้เดือด เติมในน้ำชา รสชาติเผ็ดร้อนนิดๆ หอมกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานกัน ช่วยระบาย แก้ท้องอืด เป็นยารักษาระบบย่อยอาหาร
    นี่แหละประโยชน์ของเครื่องเทศ เป็นทั้งเครื่องปรุง อาหารและยา กินเป็นจานหรือดื่มเป็นถ้วย ดีทั้งนั้น…@
    ที่มา :http://www.bangkokbiznews.com/

    ดื่มน้ำบำบัดโรคเค้าบอกว่า การดื่มน้ำมากมากจะทำให้อายุยืน ยิ่งถ้าพบว่าผิวหนังแห้ง ไม่ชุ่มชื้น ตา แห้ง มีกลิ่นปาก ท้องผูก เป็นริดสีดวงทวาร นั่นแสดงว่า ร่างกายของคุณกำลังขาดน้ำอย่างยิ่งเชียว

    วิธีแก้แบบง่าย, ปลอดภัย และประหยัดที่สุดก็คือ การดื่มน้ำ นั่นเอง

    แต่…จะดื่มยังไงดี???? นั่น คือคำถาม

    ดื่มให้ถูกวิธี คือ ดื่มวันละ 14 แก้ว ได้แก่
    1. เวลาตื่นนอนให้ดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว
    2. ก่อนอาหารทุกมื้อ มื้อละ 1 แก้ว
    3. หลังอาหารทุกมื้อ มื้อละ 1 แก้ว
    4. ในเวลา 10.00, 14.00 ,16.00 เวลาละ 1 แก้ว
    5. ก่อนนอนดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว
    รวม 14 แก้ว ……..เอิ๊ก…จะดื่มไหวมั้ยเนี่ย…ต้องลองดูนะ

    เทคนิคในการดื่มน้ำเพื่อสุข
    เค้าบอกว่าถ้าดื่มในช่วงพระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า ต้องดื่มน้ำอุ่น….
    แต่ถ้าพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้ว ให้ดื่มน้ำเย็นค่ะ
    เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนหลงลืมอิทธิพล ของพระอาทิตย์-พระจันทร์มานาน ถ้าทำได้ดังที่ว่านั้น เค้าบอกว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณอย่างเห็นได้ชัด เพราะการดื่มน้ำ สามารถทำลาย เชื้อแบคทีเรียได้ ทำให้โอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้ต่ำ สามารถล้างคราบไขมันตามลำคอ และล้างลำไส้ที่มีความยาว 12 เมตรของมนุษย์ได้ ..

    ที่สำคัญ การดื่มน้ำในจำนวนนี้ทำให้การขับถ่ายไม่มีปัญหา

    สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะสามารถดื่มน้ำได้ตามคำแนะนำนี้หรือเปล่า